'อีอาร์เอ' ชี้แนวโน้มอสังหาฯปี2020 กลับสู่ยุคทองธุรกิจนายหน้าอีกครั้ง

"อีอาร์เอ" ชี้แนวโน้มอสังหาฯปี2020 กลับสู่ยุคทองธุรกิจนายหน้าอีกครั้ง หลังตลาดซบมานาน พร้อมประกาศขยายตัวแทนนายหน้าสู่ต่างจังหวัดครอบคลุมทั่วประเทศในปี 2562

กว่า 30 ปีที่ธุรกิจการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มือสอง หรือที่รู้จักกันภายใต้ชื่อธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย อย่าง บริษัท อี อาร์ เอ เเฟรนไชส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่พัฒนาและถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดก็คือการยอมรับของผู้บริโภคมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจก็ได้มีการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในระดับที่สูงขึ้น จากเดิมที่ทำในรูปแบบนักขายอิสระโดยอาศัยความสามารถเฉพาะตัวในอดีต ก็เปลี่ยนวิธีการมาสู่การทำงานเป็นทีมและมีการนำเอาวิวัฒนาการต่างๆ มาใช้งานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถครอบครองพื้นที่ทางการตลาดได้มากที่สุด โดยมีจุดประสงค์ที่สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่

วรเดช ศิวเตชานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีอาร์เอ แฟรนไชส์ (ประเทศไทย) จำกัด แถลงข่าวในงาน ‘ERA Thailand Midyear Conference 2018’ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อประกาศเกียรติคุณให้แก่นักขายของอีอาร์เอทั่วประเทศที่สามารถทำยอดคอมมิชชั่นรวมได้สูงสุดในแต่ละเดือน พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยระบุว่าจากนี้ไปจนถึงปี 2020 ถือเป็นยุคทองของธุรกิจนักขายและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์อย่างแท้จริง เนื่องจากธุรกิจจะเติบโตและได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มีผู้เล่นหน้าใหม่สนใจในอาชีพนี้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เป็นผลมาจากความไม่มั่นคงของอาชีพในปัจจุบัน จึงทำให้มีความจำเป็นต้องหาอาชีพเสริมและหนึ่งในนั้นคืออาชีพการขายหรือนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากเป็นอาชีพที่ไม่ต้องลงทุนมาก แต่มีโอกาสสูงในการสร้างรายได้ ประกอบกับมีหลายองค์กรรวมถึงสมาคมต่างๆ จัดการฝึกอบรมและแนะนำวิชาชีพดังกล่าว จึงเป็นปัจจัยเสริมในการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ที่สนใจในอาชีพนี้

“บริษัทที่จะอยู่ในอนาคตต่อไปได้ในปี 2020 ก็คือ หนึ่ง คุณต้องมีโครงสร้างและองค์กรที่ชัดเจน จะเปิดสำนักงานที่ไหน จะลิงก์ข้อมูลอย่างไร จะทำอย่างไรเพื่อให้ผู้บริโภคไว้ใจ สอง ระบบบริหารต้องมีประสิทธิภาพ จะมีระบบผู้จัดการ รองผู้จัดการ มีทีมงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ระบบบริหารตัวนี้จะต้องมีการเซตผลประโยชน์ของการจ่ายเงินที่ชัดเจน สาม ระบบการสอนและการจัดบุคลากรต้องชัดเจน เพราะจะมีบุคลากรเข้าออกตลอดเวลา ถ้าบริษัทไม่มีการเตรียมพร้อมจัดการตรงนี้ก็จะไม่รอด และสุดท้ายต้องมีระบบการเชื่อมต่อข้อมูลครบวงจร ไม่ใช่แค่เชื่อมต่อภายในองค์กรเท่านั้น แต่ต้องเชื่อมต่อข้อมูลกับลูกค้าด้วย เขาจะต้องเช็กข้อมูลได้ตลอดเวลาว่าฝากขายมาเป็นเดือนผลเป็นอย่างไร มีผู้สนใจเข้ามาดูกี่ราย ต้องเช็กได้ตลอดเวลา อันนี้คือปัจจัยที่องค์กรจะอยู่รอดได้ในปี 2020”

วรเดช ยอมรับว่า จากนี้ไปนักขายอิสระจะทำงานยากลำบากมากขึ้น แต่ระบบเครือข่ายที่มีมาตรฐานสูงและเป็นที่ยอมรับจะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในอนาคต เนื่องจากผู้บริโภคได้รับข่าวสารและมีทางเลือกมากขึ้น ถึงแม้นักขายอิสระจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน แต่ก็ยังขาดความเป็นเอกภาพในการทำหน้าที่เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้บริการ อีกทั้งทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจากความสามารถเฉพาะตัว จะทำให้ระบบการทำงานไม่ถูกพัฒนาให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งต่างจากระบบเครือข่ายที่มีการแชร์ต้นทุนในด้านต่างๆ และสามารถชี้ให้ทุกคนในเครือข่ายเข้าใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแชร์ต้นทุนด้านการตลาด การฝึกอบรมและการสร้างเครือข่ายสัมพันธ์ รวมถึงการสร้างโปรแกรมต่างๆ เพื่อครอบครองพื้นที่ทางการตลาดมากขึ้น

“เป็นการยากที่จะมีการลงทุนหากต้องควักกระเป๋าเอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นักขายอิสระมีแนวโน้มที่จะทำงานลำบากมากขึ้นในอนาคต” วรเดชระบุ

ขณะเดียวกันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีชั้นสูงจะเข้ามามีบทบาทและเป็นตัวกำหนดรูปแบบการพัฒนาธุรกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสกุลเงินดิจิทัลคือสิ่งที่มีความเป็นไปได้ที่จะมามีบทบาทในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต หรือแม้กระทั่งปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ก็จะเริ่มเข้ามามีบทบาทในการให้ข้อมูลและบริการลูกค้าอย่างต่อเนื่องทั้งในทางออนไลน์และออฟไลน์เช่นเดียวกัน

“จากนี้ไปการดูงานในต่างประเทศก็จะหมดยุคลง กิจกรรมนี้ก็จะหมดความสำคัญ เพราะสามารถดำเนินการโดยวิธีการอื่นๆ ทดแทนได้” บอสใหญ่อีอาร์เอให้มุมมอง ก่อนยกตัวอย่างให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม เห็นได้จากการส่งไปรษณีย์แบบธรรมดาในอดีตมาสู่การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์และการส่งข่าวสารทางโซเชียลมีเดียในรูปแบบต่างๆ จากการเก็บข้อมูลในระบบใหญ่มีมูลค่ามหาศาลมาสู่การเก็บข้อมูลในโทรศัพท์มือถือที่มีราคาเพียงไม่กี่พันบาท ดังนั้น การเกิดขึ้นของโซเซียลมีเดียในปัจจุบันจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในธุรกิจนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ด้วย

“ผลจากการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีเพื่อธุรกิจ การมีข้อกำหนดทางด้านกฎหมายเพื่อควบคุมอาชีพต่างๆ ให้มีระบบระเบียบที่ดีขึ้นและการเปลี่ยนแปลงทางสภาพเศรษฐกิจซึ่งส่งผลโดยตรงกับการแข่งขันทางการตลาด ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในการทำธุรกิจการขายอสังหาฯ เป็นอย่างมากในอนาคตอันใกล้นี้”

บอสใหญ่อีอาร์เอยังกล่าวถึงปัจจัยภาครัฐว่ามีส่วนสำคัญในการจัดระเบียบธุรกิจนายหน้าอสังหาฯ โดยเฉพาะสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ(องค์การมหาชน) ซึ่งได้สร้างข้อกำหนดต่างๆ และจัดให้มีการสอบแยกระดับความสามารถของนักขายอสังหาฯ ในหลากหลายระดับ เพื่อสร้างความแตกตต่างระหว่างนักขายมืออาชีพและนักขายสมัครเล่น นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.การฟอกเงิน ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องรู้และให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการทำรายงานต่างๆ แจ้งต่อหน่วยงานดังกล่าว

“พ.ร.บ.นายหน้าอสังหาฯ ที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ ก็จะยิ่งทำให้ผู้ทำธุรกิจประเภทนี้จะต้องปรับตัวมากยิ่งขึ้น เพราะ พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเข้ามาควบคุมการทำธุรกิจการขายหรือนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยที่ปัจจุบันได้ถูกชาวต่างชาติเข้ามาหาผลประโยชน์ในธุรกิจนี้กันอย่างมหาศาล” ประธานกรรมการบริหารอีอาร์เอกล่าว และยอมรับว่า จากนี้ไปธุรกิจการขายหรือธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์จะเป็นทางเลือกอันดับแรกๆ ของผู้ที่สนใจสร้างรายได้และในขณะเดียวกันก็จะมีนักธุรกิจจากหลากหลายสาขาอาชีพเข้าสู่ธุรกิจนี้เป็นจำนวนมากด้วย

วรเดช ยังกล่าวถึงการขยายธุรกิจของอีอาร์เอว่านับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปบริษัทจะขยายสำนักงานหรือตัวแทนให้ครอบคลุมในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ภายใต้คอนเซ็ปต์ 1 สำนักงาน 1 อำเภอหรือเขต ส่วนในระดับหมู่บ้านนั้นจะมี 1 ตัวแทน 1 หมู่บ้าน โดยตั้งเป้าไว้ในปีหน้า(2562)จะขยายให้ได้ 55 จังหวัด จากปัจจุบันที่มีสำนักงานสาขาหรือตัวแทนอยู่ 22 จังหวัด โดยสำนักงานในภูมิภาคนั้นทางอีอาร์เอจะร่วมทุนกับบริษัทนายหน้าในพื้นที่ ส่วนในระดับจังหวัดและหมู่บ้าน บริษัทจะรับสมัครตัวแทนในการรับผิดชอบดูแลพื้นที่ดังกล่าว

“นอกจากพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑลแล้ว ทางภาคตะวันออกจ.ชลบุรี ระยอง และทางภาคใต้ อีอาร์เอมีความเข้มแข็งมาก มีส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์ ลูกค้าส่วนใหญ่นิยมใช้บริการเรา” วรเดชเผย พร้อมระบุว่านอกจากการเป็นนายหน้าซื้อขายอสังหาฯ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ดำเนินการมาอย่างยาวนานแล้ว บริษัทยังรับดูแลด้านการตลาดให้แก่บริษัทอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย โดยล่าสุดได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด ที่รับดูแลด้านการตลาดให้แก่โครงการพฤกษา ภูเก็ต ที่ยังมีปัญหาขายไม่ได้ตามเป้า นอกจากนี้ยังมีอีกหลายโครงการในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคตะวันออกของกลุ่มทุนท้องถิ่นที่บริษัทรับเข้ามาดูแลด้านการตลาด

อาจกล่าวได้ว่านับจากนี้ไปจนถึงปี 2020 จะเป็น “ยุคทองของธุรกิจนายหน้าอสังหาฯ” ก็ว่าได้ เมื่อมีผู้เล่นที่มีคุณภาพมากขึ้น ประกอบกับแนวคิดการทำธุรกิจหลากหลายมากขึ้น จากเดิมเป็นเพียงธุรกิจเล็กๆ แต่ปัจจุบันกลายเป็นธุรกิจใหญ่ที่สามารถสร้างรายได้เป็นจำนวนมาก ด้วยรูปแบบธุรกิจที่พัฒนาขึ้นอย่างครบวงจร จึงส่งผลให้ธุรกิจเติบโตและได้รับความสนใจจากกลุ่มคนต่างๆ จำนวนมาก ทำให้ธุรกิจนี้สามารถพัฒนาไปในทางที่ดีและเติบโตอย่างมากในอนาคต โดยมีตัวจักรสำคัญที่จะเข้ามามีบทบาทในส่วนนี้ก็คือสมาคมวิชาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาคมนายหน้าอสังหาฯ และสมาคมการขายและการตลาด เป็นต้น

แหล่งที่มา กรุงเทพธุรกิจ http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/808917

Back to Top

เวลาที่ใช้ในการประมวลผลเพจ 0.0048160553 วินาที